ฮอร์มุซยังไม่จบ! เตือนเจรจาไม่ลงตัว น้ำมันเสี่ยงพุ่ง กระทบเศรษฐกิจโลก
ฮอร์มุซยังไม่จบ! “ธีระชัย” เตือนหากสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาไม่ลงตัว น้ำมันเสี่ยงพุ่ง กระทบทั้งเศรษฐกิจโลก จี้ รัฐบาลเปิดข้อมูล “น้ำมันสำรอง–แหล่งนำเข้า” ให้ชัด รับมือวิกฤตพลังงาน
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการ Wealth Wake Up ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันและความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านว่า ขณะนี้สถานการณ์มีความน่ากังวลมากขึ้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีข้อยุติ
โดย ระบุว่า ปัจจัยหนึ่งที่ต้องจับตาคือระดับน้ำมันสำรองฉุกเฉินของสหรัฐฯ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) ซึ่งลดลงมาอยู่ในระดับต่ำมาก
โดยข้อมูลล่าสุดอยู่ที่ราว 311 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี ทำให้ตลาดมีความกังวลว่า สหรัฐฯ จะมีพื้นที่ในการนำคลังสำรองออกมาใช้เพื่อบรรเทาภาวะน้ำมันขาดแคลนได้อีกไม่มากนัก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน การเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน โดยอิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ ยุติการคว่ำบาตรและมาตรการทางทหาร รวมถึงเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหาย และต้องการมีบทบาทในการกำหนดเส้นทางและการให้บริการแก่เรือที่ผ่านช่องแคบ ขณะที่สหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขบางประการ โดยเฉพาะเรื่องค่าธรรมเนียมและอำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือ
ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังเรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของอิหร่าน ซึ่งยิ่งทำให้ความหวังในการบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซมีความซับซ้อนมากขึ้น
จับตา “ฮูตี” กระทบเส้นทางพลังงาน
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือสถานการณ์บริเวณทะเลแดง หลังกลุ่มฮูตีที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านโจมตีโรงกลั่น Jazan ของ Saudi Aramco ในซาอุดีอาระเบีย โดยโรงกลั่นดังกล่าวได้รับความเสียหายและต้องเลื่อนการกลับมาเดินเครื่อง ขณะที่ความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดงและช่องแคบบับเอลมันเดบยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นายธีระชัยมองว่า หากทั้งช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณทะเลแดงยังมีปัญหา จะยิ่งจำกัดปริมาณน้ำมันที่สามารถเข้าสู่ตลาดโลก และเป็นแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในระยะสั้น
ข้อมูลล่าสุดจาก Reuters ระบุว่า ปริมาณการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือประมาณ 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 7 สิงหาคม จาก 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงอยู่ในระดับสูง
สหรัฐฯ ใช้ “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ” แทนการโจมตี?
สำหรับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ นายธีระชัยมองว่า แนวทางที่เห็นชัดขึ้นคือการใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจควบคู่กับมาตรการทางทหาร โดยทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังจับตาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและปัญหาการเงินของอิหร่าน และไม่ได้เร่งการเจรจาอย่างเต็มรูปแบบในเวลานี้
นายธีระชัยมองว่า การกดดันทางเศรษฐกิจสามารถสร้างผลกระทบต่ออิหร่านได้อย่างรุนแรง เนื่องจากอิหร่านต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารและวัตถุดิบหลายประเภท หากไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนและระบบการชำระเงินระหว่างประเทศได้ ก็อาจกระทบต่อความสามารถในการนำเข้าสินค้าและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและประชาชน
อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีต้นทุนต่อสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกเช่นกัน เพราะหากอิหร่านสามารถทำให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงักและผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น จะย้อนกลับมากระทบเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ
น้ำมันแพง กระทบ “ดอกเบี้ย–พันธบัตร–เยน–หุ้นโลก”
นายธีระชัยอธิบายว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จะเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และกดดันราคาพันธบัตร
ผลกระทบยังสามารถส่งต่อมายังญี่ปุ่นผ่านค่าเงินเยน หากต้นทุนพลังงานนำเข้าของญี่ปุ่นสูงขึ้นและเยนอ่อนค่า นักลงทุนอาจลดการทำธุรกรรมที่อาศัยต้นทุนดอกเบี้ยต่ำของเงินเยน หรือที่เรียกว่า Yen Carry Trade ซึ่งอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงลดลง
หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นและเกิดการลดสถานะลงทุนพร้อมกัน อาจกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นทั่วโลกได้ ทำให้ผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสหรัฐฯ อิหร่าน หรือประเทศในตะวันออกกลาง แต่สามารถลุกลามเป็นแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก
ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันสะท้อนความกังวลดังกล่าวแล้ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ขยับขึ้นแตะประมาณ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI อยู่เหนือ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังความหวังเรื่องข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซลดลง
“ยิ่งเจ็บ ยิ่งต้องกลับโต๊ะเจรจา”
สำหรับโอกาสที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาเจรจากัน นายธีระชัยมองว่า หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายมากขึ้น อาจกลายเป็นแรงผลักดันให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง
และหากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ราคาน้ำมันอาจผ่อนคลายลงและเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจโลกมีเวลาปรับตัว แต่หากการเจรจายืดเยื้อออกไปอีก 1-2 สัปดาห์ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งต่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และตลาดเงินทั่วโลก
ไทยเสี่ยงเจอ “น้ำมันแพง–ค่าครองชีพสูง” ต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย นายธีระชัยมองว่า หากความขัดแย้งคลี่คลายได้ภายในระยะสั้น ผลกระทบต่อไทยอาจยังอยู่ในวงจำกัด แต่หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบจะเริ่มชัดเจนขึ้นผ่านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ
โดยเฉพาะปัญหาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เนื่องจากโรงกลั่นหลายแห่งในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ขณะที่โรงกลั่นในรัสเซียก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตี ทำให้ตลาดดีเซลตึงตัวและราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น
นายธีระชัยมองว่า แม้ความตึงเครียดจะคลี่คลายในระยะสั้น แต่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอาจใช้เวลาหลายเดือนในการซ่อมแซม ทำให้ในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า หรือแม้แต่จนถึงปลายปี ราคาน้ำมันอาจยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม
สำหรับไทย ซึ่งอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ต้นทุนที่สูงขึ้นในตลาดโลกจึงมีโอกาสส่งผ่านมายังราคาพลังงานและผู้บริโภคในประเทศ พร้อมกับเตือนว่า ปัญหาค่าครองชีพอาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง
จี้รัฐบาลเปิดข้อมูล “น้ำมันสำรอง–แหล่งนำเข้า” ให้ประชาชนรับรู้
ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายธีระชัยตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เพียงระดับราคาน้ำมัน แต่คือความพร้อมในการบริหารจัดการด้านพลังงาน หากเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนหรือเกิดความผันผวนในตลาดโลกอีกระลอก
โดยมองว่ารัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลให้ชัดเจนมากขึ้นว่า ประเทศไทยมีน้ำมันจากแหล่งใด ปริมาณเท่าใด มีสัญญานำเข้าระยะยาวมากน้อยแค่ไหน และมีปริมาณสำรองเพียงพอต่อการใช้งานกี่วัน เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมรับมือได้
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงสร้างธุรกิจพลังงาน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและความผันผวนของราคาพลังงาน
ทั้งนี้ มองว่าหากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อ ปัญหาจะไม่ได้จบอยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่สามารถลุกลามไปสู่เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าครองชีพที่อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB